ADSL Hi-Speed Broadband Connection

oc ADSL หรือ DSL ทำงานอย่างไร?

ADSL เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจและเริ่มมีการใช้งานมากขึ้นในหัวเมืองใหญ่ๆ ด้วยความสามารถในการส่งผ่านข้อมูลบนสายโทรศัพท์ธรรมดาด้วยความเร็วสูง (มากกว่าโมเด็ม 56 k) และราคาค่าบริการที่ลดต่ำลง จึงทำให้มีการใช้งานกันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นประจำตลอดเวลาจะสนใจใช้งานมากกว่าการใช้ระบบ Dial up แบบเดิมๆ เราจึงน่าจะมาศึกษากันหน่อยว่า เทคโนโลยีนี้ทำได้อย่างไร?

รูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย ADSL Connection oc DSL Technologies

DSL หรือ D igital S ubscriber L ine เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการคิดค้นขึ้นมาในช่วงปลายปี 1989 โดย Joseph Lechleider ซึ่งเป็นผู้ที่ออกแบบการส่งข้อมูลแบบ Asymmetric โดยให้ความสำคัญในด้านความเร็วในการส่งข้อมูล และเป็นต้นแบบในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการส่งข้อมูลจาก Analog มาเป็น Digital ดังเช่นในยุคปัจจุบัน

จากแนวคิดดังกล่าว ได้เป็นจุดกำเนิดของการพัฒนาระบบ ISDN ( I ntegrated S ervices D igital N etwork) และต่อมา Professor John Cioffi ได้นำมา

พัฒนาเป็น DMT (Discrete Multi-Tone) ที่เป็นแนวทางในการแบ่งช่องสัญญาณในสายโทรศัพท์ออกมาเป็นช่องย่อยๆ ช่องละ 4 KHz เพื่อจัดการในการส่งและรับข้อมูลความเร็วสูงในแต่ละชุดของช่องสัญญาณ เทคโนโลยีได้ถูกพัฒนาต่อโดยบริษัท Amati เพื่อผลิตอุปกรณ์รองรับและกลายเป็นมาตรฐานของเทคโนโลยี DSL ในปัจจุบัน

oc DSL ทำงานอย่างไร?

DSL เป็นเทคโนโลยีที่ทำงานบนระบบสายโทรศัพท์พื้นฐานเดิม (POTS = Plain Old Telephone Service) เป็นหลัก โดยปกติระบบโทรศัพท์พื้นฐานนั้นใช้สายทองแดงแบบ 2 เส้น (Twisted-pair Copper Wire) โดยจะใช้สัญญาณความถี่เพียง 4 KHz สำหรับการส่งสัญญาณเสียงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง นั่นคือจะใช้สัญญาณความถี่สูงสุดไม่เกิน 8KHz เพื่อรองรับการสนทนาสองทิศทาง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสายโทรศัพท์สามารถรองรับสัญญาณความถี่ได้ถึง 1.1 MHz นักพัฒนาจึงมองเห็นความถี่ที่ยังเหลือมากมายมหาศาลนี้นำมาใช้ประโยชน์และคำตอบคือ DSL นี่เอง

และด้วยลักษณะการใช้งานบนสายสัญญาณเดียวกันท ำให้ต้องมีอุปกรณ์เพื่อทำหน้าที่แยกสัญญาณเสียง และสัญญาณข้อมูลออกจากกัน (จากภาพบน) ในฝั่งผู้ให้บริการเกิมจะให้บริการเฉพาะด้านเสียง เมื่อต้องเชื่อมต่อ DSL ผู้ให้บริการจำเป็นต้องใช้ DSLAM (DSL Access Multiplexer) เพื่อแยกสัญญาณเสียงส่งให้ส่วนบริการด้านเสียง (Voice Service) และแยกส่วนข้อมูลออกไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP = Internet Service Provider)

ในส่วนของผู้ใช้งานตามบ้านจะต้องมีอุปกรณ์ POTS Splitter แยกสัญญาณเสียงไปสู่เครื่องรับโทรศัพท์หรือโทรสาร และส่วนข้อมูลจะถูกแยกออกไปให้กับ ADSL Router หรือ ADSL Modem เพื่อแปลงสัญญาณให้อยู่ในรูปแบบ ที่สามารถใช้งานผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้ หากเราไม่ได้ใช้สัญญาณเสียงสามารถนำ Router หรือ Modem ต่อเข้ากับสายโทรศัพท์ได้โดยตรงทันที โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ Splitter เพราะทั้ง Router และ Modem นั้นจะแปลงสัญญาณเฉพาะชุดที่เป็น Data เท่านั้น

การแยกสัญญาญในบ้าน Splitter ADSL Line

ลักษณะของสัญญาณที่ทำการวิ่งในระบบสายโทรศัพท์ที่มีทั้งในส่วนของสัญญาณเสียงและสัญญาณข้อมูลประเภท Data นั้น จะมีเทคโนโลยีในการเข้ารหัสสัญญาณออกมาเป็น 2 มาตรฐาน คือ DMT และ CAP

CAP (Carrierless Amplitude/Phase)รูปแบบการแบ่งช่องสัญญาณแบบ CAP
oc CAP (Carrierless Amplitude/Phase) เป็นรูปแบบการจัดสรรช่วงสัญญาณ ภายในช่วงสัญญาณความถี่ 1.1 MHz ออกมาเป็น 3 ชุดหลักๆ คือ ความถี่ระหว่าง 0-8 KHz ใช้สำหรับข้อมูลประเภทเสียง ความถี่ระหว่าง 25-160 KHz ใช้สำหรับการส่งสัญญาณข้อมูลที่เป็นขาออกหรือ Upstream และตั้งแต่ 240 KHz ไปจนถึง 1.1 MHz เป็นส่วนสัญญาณข้อมูลที่เป็นขาเข้า หรือ Downstream การจัดสรรช่องสัญญาณแบบนี้ทำให้การ
จัดสรรที่ง่าย และปัญหาการแทรกซ้อนของสัญญาณก็ไม่กระทบ กับส่วนที่ทำงานอยู่ และสามารถกำหนดความเร็วได้ทั้งการส่งสัญญาณ Downstream ได้ด้วยการกำหนดขนาดความถี่ของช่วงสัญญาณ Downstream

DMT (Discrete Multi-Tone)รูปแบบการแบ่งช่องสัญญาณแบบ DMT
oc DMT (Discrete Multi-Tone) เป็นเทคโนโลยีที่มีความยุ่งยากกว่า CAP โดยจะทำการแบ่งช่องสัญญาณออกเป็นช่องย่อยๆ ช่องละ 4 KHz รวม 247 ช่องดังภาพ เรียกแต่ละช่องสัญญาณว่า Bin โดยจะกำหนดให้มี 2 Bin
(8 KHz) ที่เป็นช่องต่ำสุดไว้เป็นสัญญาณเสียง ช่องสัญญาณที่เหลือจะนำไปใช้กับข้อมูลประเภท Data และจากการที่มีช่องสัญญาณย่อยๆ ทำให้สามารถย้ายช่องสัญญาณที่ใช้ให้ขยับห่างออกไปได้หากมีการรบกวนกัน และสามารถเพิ่มความเร็วได้ด้วยการเพิ่มช่องสัญญาณ (Bin) จากเดิมที่ใช้งานอยู่ได้